ThaiCooler.Com – ศูนย์บริการเครื่องปรับอากาศครบวงจร

ศูนย์บริการเครื่องปรับอากาศครบวงจร จำหน่ายแอร์ทั้งปลีก-ส่ง รับติดตั้ง-ย้าย-ซ่อมแซม-ฯลฯ มีแคตตาล็อกแอร์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ให้บริการทั่วประเทศ

พฤษภาคม, 2011

จำหน่ายอะไหล่ระบบทำความเย็นทุกชนิดราคาพิเศษ

Posted on พฤษภาคม 31, 2011 |

โอเค คูลล์ คือบริษัทชั้นนำ ทางด้านวิศวกรรมเครื่องทำความเย็น ก่อตั้งโดยทีมวิศวกรชาวไทย ที่มีประสบการณ์สร้างห้องเย็นที่ประหยัดพลังงาน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการนำเสนอบริการ,สนับสนุน,คิดค้นและพัฒนา ให้ธุรกิจทางด้านความเย็น มีสมรรถนะ และประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมที่จะตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจของท่าน โดยทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ ความสามารถ และความมุ่งมั่นในการพัฒนา โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และนำเสนอทางเลือก ที่ให้ท่านได้รับประโยชน์สูงสุด

แอร์โรงงานอุตสาหกรรม ห้องเย็น-เครื่องทำความเย็น ดำเนินงาน โดยวิศวกรและทีมงานผู้มีประสบการณ์ เฉพาะด้านมากกว่า 10 ปี ผู้ผลิตและออกแบบ – สร้าง -ติดตั้ง เครื่องทำความเย็นทุกขนาด จำหน่ายแผ่นฉนวนกั้นห้องเย็น คุณภาพคุ้มค่า ราคาประหยัด ประสบการณ์มากกว่า 17 ปี รับประกัน และบริการหลังการติดตั้ง – รับออกแบบ-สร้าง-ติดตั้ง-ซ่อมบำรุงห้องเย็นสำเร็จรูป – รับออกแบบ เครื่องทำความเย็นระบบปรับอากาศ – ระบบน้ำเย็นทุกชนิด-ระบบฟรีออน, เดินท่อคูลลิ่งทาวเวอร์ – จำหน่ายแผ่นฉนวน โพลียูรีเทนโฟม, โพลีสไตล์รีนโฟม – จำหน่ายอะไหล่-อุปกรณ์ทำความเย็นชั้นนำจากยุโรปและอเมริกา MAGNETIC CONTACTOR, OVERLOAD RELAY, CONTACTOR RELAY, TIME RELAY, PROXIMITY SWITCH, BREAKER, สายไฟใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและบ้านอยู่อาศัย, สายเมน, สายชีล, สายแบน, สายยาง, สายซิลิโคน, สายบายริ่งตู้คอนโทรล

ด้วยจิตใจบริการ และความชำนาญทางวิศวกรรม บริษัทได้เตรียมทีมช่างบริการ พร้อมไว้สำหรับการบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ตลอดเวลา และมีนโยบายที่จะซ่อมบำรุงให้เสร็จ ภายใน 1 วันเพื่อให้ท่านได้มั่นใจในการใช้งาน จากผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และบริการชั้นนำทางด้านวิศวกรรมเครื่องทำความเย็นจากเรา

จาก http://www.okkool.com

วิธีคำนวณ BTU ของแอร์บ้าน

Posted on พฤษภาคม 31, 2011 |

หลายๆ คนเวลาจะซื้อแอร์สักตัวต้องเกิดคำถามว่า กี่ BTU ถึงจะดีบางคนบอกว่า สัก 18,000 BTU บ้างก็บอกว่า 12,000 BTU บ้างก็บอกว่า 8,000 BTU จนบางคนก็เลือกจากงบประมาณในกระเป๋าเป็นหลัก บางคนก็ต้องเชื่อคนขาย แต่จากการที่จะติดแอร์สักตัวได้เดินไปสอบถามราคาและวิธีคำนวณของแต่ละร้านพบว่ามีสูตรคำนวณ BTU ดังนี้

1. ขนาดห้องเป็นตารางเมตร คูณ 900 เช่น 30 ตารางเมตร (กว้าง 5 เมตร ยาว 6 เมตร) คูณ 900 เท่ากับ 27,000 BTU
2. ขนาดห้องเป็นตารางเมตร คูณ 600 เช่น 30 ตารางเมตร (กว้าง 5 เมตร ยาว 6 เมตร) คูณ 600 เท่ากับ 18,000 BTU

หมายความว่าอย่างไร ถ้าต้องการเย็นเร็ว แอร์ทำงานไม่บ่อย หรือประหยัดไฟต้องสูตร 1 แต่ต้องจ่ายแพงนิดหนึ่ง แต่ถ้างบประมาณจำกัดต้องการเย็นช้าหน่อย ไม่เย็นมากก็รับได้ แอร์ทำงานบ่อย ก็ต้องเลือกสูตร 2

แล้วก็มีคำถามว่าที่บ้านใช้แค่ 12,000 BTU เย็นจะตาย … ต้องพิจารณาดังนี้ครับ ห้องมีจำนวณคนกี่คน มีคอมพิวเตอร์กี่ตัว ทีวีกี่ตัว เครื่องทำน้ำร้อน การเปิดเข้าเปิดออก และแดดส่องถึงไหมด้วยครับ

เครื่องปรับอากาศซัมซุงรุ่นล่าสุด

Posted on พฤษภาคม 14, 2011 |

แคทตาลอคสินค้า Central Air

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

หลักการทำความเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศ

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

การทำความเย็นของระบบปรับอากาศตามบ้านเรือนทั่วไป จะอาศัยหลักการระเหยของสารทำความเย็นจากของเหลวเป็นไอที่จะมีอุณหภูมิต่ำ และนำอากาศในห้องนั้นไปแลกเปลียนความร้อนกับผิวท่อสารทำความเย็นที่อุณหภูมิต่ำโดยใช้พัดลมแฟนคอยล์ดูดอากาศภายในห้องมาเข้ามาแลกเปลียนความร้อนกัน แล้วอากาศที่ออกจากแฟนคอลย์จะมีอุณหภูมิต่ำลง สารทำความเย็นจะมีอุณหภูมิต่ำสูงขึ้นและยังคงสภาพเป็นก็าซ และถูกดูดกลับไปยังคอนเด็นเซอร์เพื่อทำการควบแน่น

หลักการควบแน่นอาศัยการเพิ่มความดันให้กับไอระเหย หรืออัดไอ โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า คอมเพรสเซอร์ จนไอระเหยนั้นกลายเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่งในขณะที่อัดนี้ไอระเหยก็จะคายความร้อนออกมาด้วย เราก็ต้องมีวิธีการในการระบายความร้อนนี้ออกไปโดยอาจจะใช้อากาศ หรือน้ำ ในการระบายความร้อนก็ได้ เมื่อสารทำความเย็นกลายเป็นของเหลวแล้ว การทำให้ของเหลวระเหยเพื่อทำความเย็นอีกครั้ง จะอาศัยการลดความดันลง โดยผ่านอุปกรณ์ลดความดัน สำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก มักจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า วาล์วลดความดัน หรือบางทีการใช้ขดท่อทองแดงเล็กๆ เรียกสั้นว่าแค๊ปทิ้ว ที่ให้ค่าแรงเสียดทานที่พอเหมาะ ก็ใช้ในการปรับลดความดันนี้ได้ดี ซึ่งสามารถแสดงด้วยวงจรการทำความเย็น

เครื่องปรับอากาศทุกชนิดอาศัยหลักการเดียวกันนี้ทั้งสิ้น การเรียกชื่อเครื่องปรับอากาศต่างๆนั้น เป็นการเรียกตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ และการใช้งาน เช่น เครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง  คือ เครื่องที่ผลิตมาเพื่อติดตั้งที่หน้าต่างได้, เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน ชื่อก็บ่งบอกได้ชัดเจนแล้วว่าแยกส่วน คือ คอนเด็นเซอร์และอีวาโปเรเตอร์แยกออกจากกัน ส่วนทำความเย็นคืออีวาโปเรเตอร์ติดตั้งอยู่ด้านในตัวอาคารหรือส่วนที่ต้องการปรับอากาศ คอยล์ร้อนติดตั้งอยู่ด้านนอกอาคารเพื่อระบายความร้อนที่เกิดจากการคบแน่นในวงจรน้ำยาแอร์นั้นเอง, แอร์ติดผนัง ถือเป็นแอร์แบบแยกส้วนชนิดหนึ่งเหมือนกัน แตกต่างกันที่ส่วนทำความเย็นหรืออีวาโปเรเตอร์นั้น ติดตั้งที่ผนังแทนที่จะติดตั้งที่เพดานที่เป็นแอร์แบบติดตั้งไว้บนฝ้าเพดานแล้วส่งลมไปตามท่อดักท์และจ่ายลมออกทางหน้ากากแอร์เป็นต้น

วิธีการเลือกซื้อแอร์บ้านมือสอง

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

1. ตรวจสอบคนลงประกาศขาย หรือร้านที่ลงประกาศขายว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ เพราะแอร์มือสองไม่ได้มีบัตรรับประกันเหมือนแอร์ใหม่จากโรงงานนะครับ ถ้ามีปัญหาแล้วตามคนขายไม่ได้เดี๋ยวจะแย่เอา

2. ถ้าจะซื้อแอร์มือสองถ้าเลือกได้ควรเลือกแอร์ที่มียี่ห้อหน่อยครับ เพราะถ้าเป็นแอร์โนเนมแถมยังเป็นแอร์มือสองอีกก็เสี่ยงหน่อย เพราะอาจจะมีปัญหาจุกจิกภายหลังได้ง่ายกว่าแอร์แบบมียี่ห้อ

3. ควรเช็ครุ่น เช็คยี่ห้อของแอร์รุ่นนั้นๆ เพื่อจะได้ทราบคร่าวๆว่าแอร์มือสองที่เราจะซื้อนั้นมีอายุการใช้งานมานาน เท่าไหร่แล้ว เพราะบางทีคนขายเขาอาจจะไม่แจ้งอายุการใช้งานจริงๆของแอร์ตัวนั้นก็ได้ (อาจจะเพราะไม่รู้จริงๆหรือตั้งใจไม่บอกก็เป็นได้ครับ)

4. ตรวจสอบสภาพภายนอกว่ามีชิ้นส่วนใดเสียหาย หนักจนเกินเยียวยาหรือไม่ (ถ้าทำได้ก็ให้เค้าเปิดดูภายในด้วยก็ดี)

5. ถ้าเลือกได้ควรเลือกแอร์มือสอง ที่คนขายเค้ากล้ารับประกันนะครับ เพราะถ้าให้เรามั่นใจได้อีกระดับหนึ่ง ว่าจะได้แอร์ที่มีคุณภาพ

6. ในการเลือกขนาดบีทียู ของแอร์มือสองถ้าเป็นไปได้ก็ควรเผื่อขนาดแอร์ให้ใหญ่กว่าห้องไปซักเล็กน้อย ก็จะดีมากครับ ไม่ควรคิดตามสูตรการคำนวนของแอร์ใหม่ เพราะขึ้นชื่อว่าแอร์มือสองแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานก็ย่อมต้องลดลงตามอายุการใช้งานเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ควรเผื่อให้ขนาดใหญ่เวอร์นะครับเดี๋ยวจะเปลืองไฟเปล่าๆ

7. แอร์มือสอง ควรจะเลือกซื้อในช่วงหน้าฝนหรือหน้าหนาวนะครับ เพราะจะมีตัวเลือกเยอะกว่าหน้าร้อนมาก

แอร์ยี่ห้อไหนประหยัดไฟที่สุด

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

ในที่นี้เราจะพูดถึงแอร์บ้านในรุ่นที่นิยมใช้กันมากที่สุดและราคาถูกที่สุดก่อน นั่นคือแอร์แบบโรตารี่ระบายความร้อนด้วยอากาศครับ บางท่านอาจจะเข้าใจว่าแอร์เบอร์ 5 เหมือนกันน่าจะกินไฟเท่ากัน จุดนี้ถือว่าท่านเข้าใจผิดครับ เราจะต้องเจาะลึกไปที่ค่า EER ของแอร์รุ่นนั้นๆด้วย (ค่า EER คือการนำบีทียูมาหารด้วยจำนวนวัตต์ ค่ายิ่งมากยิ่งประหยัดไฟ) วันนี้ผมเลยเอาค่า EER ของแอร์แต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบให้ดูกันครับ (เป็นค่าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตนะครับเพราะแอร์แต่ละยี่ห้อจะมีการ พัฒนาทุกๆปี)

ค่า EER เป็นของรุ่น 12,000 BTU แต่ละยี่ห้อนะครับ ถ้าเป็นแอร์ขนาดใหญ่กว่านี้ ยี่ห้อที่ได้ค่า EER น้อยในรุ่นนี้ก็อาจจะมีค่ า EER สูงกว่าแอร์ที่ได้ค่า EER มาก ในรุ่นนี้ก็เป็นได้ครับ

  • แอร์ LG รุ่น S13-SBB6P ค่า EER คือ 11.71
  • แอร์ Daikin รุ่น FTE09LV2S ค่า EER คือ 11.60
  • แอร์ Panasonic รุ่น CS-PC09KKT ค่า EER คือ 11.52
  • แอร์ Mitsubishi รุ่น MS-SGG09VC ค่า EER คือ 11.53

ปัจจุบันนี้แอร์บ้านขนาดตั้งแต่ 6,000 -18,000 บีทียู ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแอร์เบอร์ 5 ทั้งนั้น ท่านลูกค้าก็เลยมักจะเกิดเกิดคำถามขึ้นว่า “แล้วแอร์ยี่ห้อไหนประหยัดไฟที่สุด”

ในจุดนี้ก็ต้องดูกันที่ระบบของแอร์รุ่นนั้นๆครับ เพราะปัจจุบันแอร์บ้านจะมีหลายระบบ เช่น ระบบโรตารี่ระบายความร้อนด้วยอากาศ , ระบบอินเวอร์เตอร์ , ระบบโรตารี่ระบายความร้อนด้วยน้ำ , ระบบคอมเพรสเซอร์แบบสกอร์ล เป็นต้น

วิธีการเลือกยี่ห้อแอร์บ้าน

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

  1. ก่อนการตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาเฉพาะแอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีปัญหาน้อย โดยสอบถามจากช่างแอร์จะดีที่สุดเพราะช่างแอร์จะรู้ว่าแอร์ยี่ห้อไหน รุ่นไหนมีปัญหามากน้อยเพียงใด (บางยี่ห้อไม่ค่อยคุ้นหูแต่อาจจะมีปัญหาจุกจิกไม่มากก็ได้)
  2. สังเกตว่าแอร์ที่ขายในปัจจุบัน จะมีให้เลือกทั้งรุ่นฟอกอากาศและไม่มีฟอกอากาศ ซื่งทั้งสองรุ่นจะมีราคาสูงกว่ากันมาก ผมแนะนำว่าไม่ควรให้ความสำคัญกับเครื่องฟอกอากาศที่ติดมากับแอร์ในการตัดสินใจซื้อเท่าใดนัก เพราะเครื่องฟอกอากาศที่ติดกับแอร์นั้นมีประสิทธิภาพสู้เครื่องฟอกอากาศโดยเฉพาะไม่ได้ และแผ่นฟอกอากาศที่ติดมากับแอร์นั้นมีอายุการใช้งานไม่ถึงปี และหลังจากการใช้งานไป 1 ปีแล้วผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแผ่นฟอกอากาศอยู่แล้วจึงทำให้แอร์เครื่องนั้นมีค่าเท่ากับไม่มีแผ่นฟอกอากาศอยู่แล้ว
  3. ในการเลือกซื้อแอร์ในปัจจุบัน ไม่ควรใช้แอร์มาตรฐานต่ำกว่าเบอร์ 5 เพราะนอกจากเราจะประหยัดเงินค่าไฟ ยังช่วยรัฐบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟ อีกทั้งยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลายจากการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย
  4. เลือกใช้ รุ่นของแอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ห้องนอน แอร์ไม่ทำงานหนัก และต้องการความเงียบควรใช้แอร์แบบติดผนัง ไม่อยากให้แอร์มีเสียงดังควรใช้แอร์ติดผนัง แต่แอร์ติดผนังไม่เหมาะกับงานหนักเช่น ร้านอาหาร ห้องทำงาน ออฟฟิท ที่มีคนอยู่ และอุปกรณ์ไฟฟ้า และกลิ่นกระดาษเอกสารมากๆ ควรใช้แอร์ที่เหมาะสำหรับงานหนัก เช่นแอร์ตั้งแขวน ถ้าอยากได้แบบสวยงามก็ต้องใช้เป็นแบบแอร์ฝังฝ้าแต่แอร์แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง
    ห้องอาหาร ร้านอาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงถ้าใช้แอร์แบบตู้ตั้งก็จะทำให้ได้แรงลมที่ไกล แต่ก็มีข้อเสียคือต้องเสียพื้นที่ในการวางแอร์
  5. หาขนาดแอร์ที่เหมาะสมกับขนาดห้องที่จะใช้งาน เพราะถ้าขนาดแอร์ใหญ่กว่าห้องจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเพราะคอมเพรสเซอร์ตัดต่อบ่อย(แอร์ทำงานแปปเดียวก็เย็นจัดจนต้องตัดการทำงาน) อีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้เปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุ และถ้าแอร์ขนาดเล็กกว่าขนาดห้องจะทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็น แอร์ทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้เปลืองไฟอีกเช่นกัน และยังทำให้อายุการใช้งานของแอร์สั้นลงอีกด้วย
  6. แอร์ติดผนังโดยทั่วไปแล้วเหมาะสำหรับใช้ในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องทำงาน มีคุณสมบัติเด่นคือเสียงการทำงานของพัดลมคอยล์เย็นแอร์จะเงียบกว่ารุ่นอื่น ดูแลรักษาและล้างทำความสะอาดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียหมือนกันคือ ไม่ควรใช้กับร้านอาหารเพราะคอยล์เย็น(ตัวแอร์ภายในบ้าน) จะสามารถสกปรกและอุดตันได้เร็วกว่าแอร์ชนิดอื่น แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้วเพราะแอร์แบบติดผนังติดผนังสามารถทำความสะอาดได้ง่ายอยู่แล้ว

การเลือกติดแอร์ให้เหมาะกับบ้าน

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

การติดแอร์ในบ้านสามารถทำให้บ้านของเราเย็นน่าอยู่ นอนหลับสบาย ไม่ร้อน เมื่อถึงหน้าร้อนเราก็สามารถเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนจากภายนอกบ้านได้ แต่ถึงเวลาต้องจ่ายค่าไฟนี่สิ มันไม่สบายเหมือนตอนนั่งตากแอร์อยู่ในบ้านเลย วันนี้เรามีวิธีเลือกแอร์ที่เหมาะสมกับขนาดของบ้านเรา เพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายค่าไฟเยอะเกินไป

ขนาดแอร์ 9,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 12-15 ห้องที่โดนแดด 11-14
ขนาดแอร์ 12,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 16-20 ห้องที่โดนแดด 14-18
ขนาดแอร์ 18,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 24-30 ห้องที่โดนแดด 21-27
ขนาดแอร์ 21,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 28-35 ห้องที่โดนแดด 25-32
หลักการคำนวณ

ค่าไฟฟ้าแอร์ = 10,000  BTU = 1,300 วัตต์ต่อชั่วโมง  =  3.25 บาทต่อชั่วโมง

เราก็ได้รู้กันไปแล้วว่าบ้านของเราต้องเลือกแอร์ ขนาดไหน เพื่อจะได้เหมาะสมกับบ้านของเรา และไม่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเยอะเกินไป