ThaiCooler.Com – ศูนย์บริการเครื่องปรับอากาศครบวงจร

ศูนย์บริการเครื่องปรับอากาศครบวงจร จำหน่ายแอร์ทั้งปลีก-ส่ง รับติดตั้ง-ย้าย-ซ่อมแซม-ฯลฯ มีแคตตาล็อกแอร์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ให้บริการทั่วประเทศ

วิธีคำนวณ BTU ของแอร์บ้าน

Posted on พฤษภาคม 31, 2011 |

หลายๆ คนเวลาจะซื้อแอร์สักตัวต้องเกิดคำถามว่า กี่ BTU ถึงจะดีบางคนบอกว่า สัก 18,000 BTU บ้างก็บอกว่า 12,000 BTU บ้างก็บอกว่า 8,000 BTU จนบางคนก็เลือกจากงบประมาณในกระเป๋าเป็นหลัก บางคนก็ต้องเชื่อคนขาย แต่จากการที่จะติดแอร์สักตัวได้เดินไปสอบถามราคาและวิธีคำนวณของแต่ละร้านพบว่ามีสูตรคำนวณ BTU ดังนี้

1. ขนาดห้องเป็นตารางเมตร คูณ 900 เช่น 30 ตารางเมตร (กว้าง 5 เมตร ยาว 6 เมตร) คูณ 900 เท่ากับ 27,000 BTU
2. ขนาดห้องเป็นตารางเมตร คูณ 600 เช่น 30 ตารางเมตร (กว้าง 5 เมตร ยาว 6 เมตร) คูณ 600 เท่ากับ 18,000 BTU

หมายความว่าอย่างไร ถ้าต้องการเย็นเร็ว แอร์ทำงานไม่บ่อย หรือประหยัดไฟต้องสูตร 1 แต่ต้องจ่ายแพงนิดหนึ่ง แต่ถ้างบประมาณจำกัดต้องการเย็นช้าหน่อย ไม่เย็นมากก็รับได้ แอร์ทำงานบ่อย ก็ต้องเลือกสูตร 2

แล้วก็มีคำถามว่าที่บ้านใช้แค่ 12,000 BTU เย็นจะตาย … ต้องพิจารณาดังนี้ครับ ห้องมีจำนวณคนกี่คน มีคอมพิวเตอร์กี่ตัว ทีวีกี่ตัว เครื่องทำน้ำร้อน การเปิดเข้าเปิดออก และแดดส่องถึงไหมด้วยครับ

วิธีการเลือกยี่ห้อแอร์บ้าน

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

  1. ก่อนการตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาเฉพาะแอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีปัญหาน้อย โดยสอบถามจากช่างแอร์จะดีที่สุดเพราะช่างแอร์จะรู้ว่าแอร์ยี่ห้อไหน รุ่นไหนมีปัญหามากน้อยเพียงใด (บางยี่ห้อไม่ค่อยคุ้นหูแต่อาจจะมีปัญหาจุกจิกไม่มากก็ได้)
  2. สังเกตว่าแอร์ที่ขายในปัจจุบัน จะมีให้เลือกทั้งรุ่นฟอกอากาศและไม่มีฟอกอากาศ ซื่งทั้งสองรุ่นจะมีราคาสูงกว่ากันมาก ผมแนะนำว่าไม่ควรให้ความสำคัญกับเครื่องฟอกอากาศที่ติดมากับแอร์ในการตัดสินใจซื้อเท่าใดนัก เพราะเครื่องฟอกอากาศที่ติดกับแอร์นั้นมีประสิทธิภาพสู้เครื่องฟอกอากาศโดยเฉพาะไม่ได้ และแผ่นฟอกอากาศที่ติดมากับแอร์นั้นมีอายุการใช้งานไม่ถึงปี และหลังจากการใช้งานไป 1 ปีแล้วผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแผ่นฟอกอากาศอยู่แล้วจึงทำให้แอร์เครื่องนั้นมีค่าเท่ากับไม่มีแผ่นฟอกอากาศอยู่แล้ว
  3. ในการเลือกซื้อแอร์ในปัจจุบัน ไม่ควรใช้แอร์มาตรฐานต่ำกว่าเบอร์ 5 เพราะนอกจากเราจะประหยัดเงินค่าไฟ ยังช่วยรัฐบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟ อีกทั้งยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลายจากการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย
  4. เลือกใช้ รุ่นของแอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ห้องนอน แอร์ไม่ทำงานหนัก และต้องการความเงียบควรใช้แอร์แบบติดผนัง ไม่อยากให้แอร์มีเสียงดังควรใช้แอร์ติดผนัง แต่แอร์ติดผนังไม่เหมาะกับงานหนักเช่น ร้านอาหาร ห้องทำงาน ออฟฟิท ที่มีคนอยู่ และอุปกรณ์ไฟฟ้า และกลิ่นกระดาษเอกสารมากๆ ควรใช้แอร์ที่เหมาะสำหรับงานหนัก เช่นแอร์ตั้งแขวน ถ้าอยากได้แบบสวยงามก็ต้องใช้เป็นแบบแอร์ฝังฝ้าแต่แอร์แบบนี้มีราคาค่อนข้างแพง
    ห้องอาหาร ร้านอาหาร โดยเฉพาะสถานบันเทิงถ้าใช้แอร์แบบตู้ตั้งก็จะทำให้ได้แรงลมที่ไกล แต่ก็มีข้อเสียคือต้องเสียพื้นที่ในการวางแอร์
  5. หาขนาดแอร์ที่เหมาะสมกับขนาดห้องที่จะใช้งาน เพราะถ้าขนาดแอร์ใหญ่กว่าห้องจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเพราะคอมเพรสเซอร์ตัดต่อบ่อย(แอร์ทำงานแปปเดียวก็เย็นจัดจนต้องตัดการทำงาน) อีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้เปลืองค่าไฟฟ้าโดยใช่เหตุ และถ้าแอร์ขนาดเล็กกว่าขนาดห้องจะทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็น แอร์ทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้เปลืองไฟอีกเช่นกัน และยังทำให้อายุการใช้งานของแอร์สั้นลงอีกด้วย
  6. แอร์ติดผนังโดยทั่วไปแล้วเหมาะสำหรับใช้ในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องทำงาน มีคุณสมบัติเด่นคือเสียงการทำงานของพัดลมคอยล์เย็นแอร์จะเงียบกว่ารุ่นอื่น ดูแลรักษาและล้างทำความสะอาดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียหมือนกันคือ ไม่ควรใช้กับร้านอาหารเพราะคอยล์เย็น(ตัวแอร์ภายในบ้าน) จะสามารถสกปรกและอุดตันได้เร็วกว่าแอร์ชนิดอื่น แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้วเพราะแอร์แบบติดผนังติดผนังสามารถทำความสะอาดได้ง่ายอยู่แล้ว

การเลือกติดแอร์ให้เหมาะกับบ้าน

Posted on พฤษภาคม 5, 2011 |

การติดแอร์ในบ้านสามารถทำให้บ้านของเราเย็นน่าอยู่ นอนหลับสบาย ไม่ร้อน เมื่อถึงหน้าร้อนเราก็สามารถเปิดแอร์เพื่อคลายความร้อนจากภายนอกบ้านได้ แต่ถึงเวลาต้องจ่ายค่าไฟนี่สิ มันไม่สบายเหมือนตอนนั่งตากแอร์อยู่ในบ้านเลย วันนี้เรามีวิธีเลือกแอร์ที่เหมาะสมกับขนาดของบ้านเรา เพื่อไม่ให้เราต้องจ่ายค่าไฟเยอะเกินไป

ขนาดแอร์ 9,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 12-15 ห้องที่โดนแดด 11-14
ขนาดแอร์ 12,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 16-20 ห้องที่โดนแดด 14-18
ขนาดแอร์ 18,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 24-30 ห้องที่โดนแดด 21-27
ขนาดแอร์ 21,000BTU ขนาดห้อง(ตรม.) ห้องปกติ 28-35 ห้องที่โดนแดด 25-32
หลักการคำนวณ

ค่าไฟฟ้าแอร์ = 10,000  BTU = 1,300 วัตต์ต่อชั่วโมง  =  3.25 บาทต่อชั่วโมง

เราก็ได้รู้กันไปแล้วว่าบ้านของเราต้องเลือกแอร์ ขนาดไหน เพื่อจะได้เหมาะสมกับบ้านของเรา และไม่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเยอะเกินไป